ยาวาต้า FT-51

ยาวาต้า FT-51
ลวดเชื่อมเหล็กเหนียว ยอดขายอันดับหนึ่ง

ยาวาต้า L-55

ยาวาต้า L-55 สุดยอดลวดเชื่อม ที่ทนแรงดึงสุง

ยาวาต้า 308L-16

ยาวาต้า 308L-16 ที่สุดแห่งความทนทาน เรื่องรอยแตกร้าว

ยาวาต้า H-350C

ยาวาต้า H-350C เป็นเยี่ยมสำหรับการใช้เชื่อม พอกผิวแข็ง

เจมินี่ 308L-16

เจมินี่ 308L-16 ลวดเชื่อมเหมาะกับงานเชื่อมสเตนเลส...

เจมินี่ H-350R

เจมินี่ H-350R คุณภาพเยี่ยมเหมาะสำหรับ งานเชื่อมซ่อมบำรุง...

เจมินี่ RB 36

เจมินี่ RB 36 ลวดเชื่อมไฟฟ้าคุณภาพสูง เชื่อมเรียบสม่ำเสมอ...

เจมินี่ NI 55 and NI 98

เจมินี่ NI 55 , NI 98 ลวดเชื่อมเหล็กหล่อ คุณภาพเยี่ยม...

มิลเล่อร์ รุ่น Deltaweld 402

Deltaweld 402 เครื่องเชื่อม MIG (GMAW) ประสิทธิภาพสูง...

มิลเล่อร์ รุ่น Syncrowave 250 DX and 350 LX

Syncrowave 250 DX ,350 LX เครื่องเชื่อม TIG (GTAW)...

โอทีซี รุ่น XD350S-500S

โอทีซี XD350S-500S เครื่องเชื่อม Co2/MAG ยอดนิยมตลอดกาล...

Call Centerร่วมงานกับเรา

knowledge Welding

กลับหน้ารวม | สาระน่ารู้เรืองเครื่องเชื่อม การเชื่อมโลหะ

การเชื่อมสเตนเลส


ต้นกำเนิดของ Stainless Steel

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พอจะเชื่อถือได้ก็คือ ในสงความโลกครั้งที่ 1 มี
พ่อค้าเศษเหล็กชาวฝรั่งเศษคนหนึ่ง พบว่ามีกระบอกปืนใหญ่อยู่ 1
กระบอก ที่มีความมันแวววาว ไม่เป็นสนิมและไม่เกิดรอยแตกร้าว
ดังนั้นจึงมีการนำกระบอกปืนดังกล่าวไปวิเคราะห์ ผลปรากฎว่ามี
การผสมธาตุโครเมียม CHROMIUM มากกว่าปกติจึงได้มีการ ทดลองเพิ่มธาตุโครเมียมให้มากขึ้น ในการผลิตกระบอกปืนใหญ่ ปรากฏว่าได้ผลดี คือไม่แตกร้าวง่าย ไม่เป็นสนิมและความสวยงาม นั่นก็คือการเริ่มต้นกำเนิดของ Stainless Steel และเรียก เหล็กชนิดนี้ว่า " เหล็กไร้สนิม " ( Restell Steel )


ในปัจจุบันนี้มี Stainless Steel มีอยู่ประมาณ 30 ชนิด ดังนั้น การที่จะเชื่อม Stainless Steel ให้ดีได้นั้น จะต้องรู้ถึงชนิดของ ลวดเชื่อม โครงสร้างของโลหะหลัก ( Base Metal ) ดังนั้นช่างเชื่อมที่จะเชื่อม Stainless Steel ให้ได้ดีจะต้องศึกษา ถึงคุณสมบัติ โครงสร้างของ Stainless Steel แต่ละชนิด เพื่อทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า
Stainless Steel คืออะไร

ธาตุหลักที่ผสมลงไปก็คือ เหล็ก ( Fe ) กับโครเมียม ( Cr ) ในขบวนการผลิต Stainless Steel เหล็ก ( Fe ) คือธาตุเหล็ก แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีธาตุโครเมียม ( Cr ) ไม่น้อยกว่า 11.5% ส่วนธาตุอื่นๆที่ผสมลงไปนั้น จะช่วยให้คุณ
สมบัติแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะได้กล่าวในภายหลังสำหรับ Stainless Steel ประเภท 300 และ ประเภท 400 นั้น คุณสมบัติเด่นเฉพาะก็คือทนต่อ การกัดกร่อน Corrosion Resistange


การเติมธาตุโครเมียมเกินกว่า11.5 % ในขบวนการผลิตก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างธาตุโครเมียมกับแก๊สออกซิเจน เกิดเป็น Chromium-oxide ซึ่งเป็นแผ่นฟิล์มบางๆบนผิวหน้าของ Stainless Steel ทำให้เกิดความเงาเพิ่มขึ้น และทำหน้าที่เป็นตัวป้องกัน สนิมทนต่อการกัดกร่อน ( Corrosion Resistance )



STRAIGHR – CHROMES  คืออะไร ?


Stainless Steel ประเภท Straight Chromes นี้ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 15 ชนิด กรรมวิธีในการผลิตคือ การควบคุมปริมาณโครเมียม
( Cr ) กับธาตุเหล็ก ( fe ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมปริมาณธาตุคาร์บอน ( Carbon ) ส่วนธาตุอื่นที่ไม่ใช่ธาตุหลักและมีจำนวนเล็กน้อยนั้น อาจจะเติมลงไปเพื่อความแข็ง เพิ่มความเหนียว ทนต่อแรงดึงสูง หรือเพื่อกลึงแต่งได้ง่าย เป็นต้น
ปัจจุบันในอุตสาหกรรมทั่ว ๆไปมี Stainless Steel อยู่ 3 ประเภทที่นิยมใช้กัน คือประเภท 410 ประเภท 430 และประเภท 446 โดยทั้ง 3 ประเภท นี้ปริมาณของธาตุโครเมียมประมาณ 11.5% ถึง 29% และแม่เหล็กดูดติด Stainless Steel ประเภท 400 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น นิยมนำมาผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่นใบมีดโกน, มีด, กรรไกร , วาวล์, ลิ้นเปิด-ปิดวาวล์, ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เป็นต้น

Stainless Steel ประเภท CHROMIUM NICKEL คืออะไร
การผสมธาตุ Nickel ( Ni ) เข้าไปในขบวนการผลิต Stainless Steel ที่มีธาตุหลักเดิมก็คือ เหล็ก – โครเมียม ( Fe-Cr ) ผลที่เกิดขึ้นก็คือจะเกิด Stainless ขึ้นอีกประเภทหนึ่งคือ ประเภท 300 หรืออาจจะเรียกชื่อหนึ่งว่า " โครเมียม – นิเกิล " ( Chrome-Nickel ) โดยปกติจะมีส่วนผสมของโครเมียม 18% นิเกิล 8% ดังนั้นจึงนิยมเรียก Stainless ประเภทนี้กันว่า Stainless กลุ่ม 18/8 และที่นิยมผลิตใช้ในอุตสาหกรรมก็คือ " กลุ่ม 18/ Cb ( 347 ) , กลุ่ม 18/8 Mo ( 316 ) , กลุ่ม18/ Ti ( 321 ) " ซึ่งทั้งหมดนั้นเราเรียกว่า " กลุ่มStainless กลุ่ม 18/8 "

การเพิ่มธาตุนิเกิล( Ni ) เพื่อ



1. เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการถูกกัดกร่อน
2. เพื่อลดการแผ่กระจายความร้อน
3. เพื่อเพิ่มความแข็ง
4. เพื่อเพิ่มอัตราการยืดตัว
5. เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการแตกร้าว
6. เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการนำกระแสไฟ
7. เพื่อเพิ่มความสามารถในการยอมรับสภาพการเชื่อม

ข้อแตกต่างที่สำคัญ 2 ประการของ STAINLESS ประเภท 300 และ 400
1. ประเภท 300 มีธาตุนิเกิลผสมอยู่ด้วย
2. ประเภท 300 แม่เหล็กดูดไม่ติด

STAINLESS STEEL ประเภท 300 แบ่งตามมาตรฐาน AISI ดังนี้ คือ
301 , 302 , 302B , 303 , 303SE , 304 , 305 , 308 , 309 , 310 , 316 , 317 , 321 , 347 , 304L , 308L , 316L

ธาตุคาร์บอน ( C ) มีผลเสียใน STAINLESS กลุ่ม 18/8

ธาตุคาร์บอน ( C ) มีผลดีหรือผลเสียอย่างไรบ้างในการเชื่อม STAINLESS ประเภท 300 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเชื่อม STAINLESS กลุ่ม 18/8 ดังนั้นจึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการเชื่อม โดยหลักสำคัญก็คือการควบคุมปริมาณของธาตุคาร์บอนให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
ธาตุคาร์บอนอาจจะมีผลดีสำหรับ STAINLESS บางประเภทแต่สำหรับกลุ่ม 18/8 แล้วจะไม่มีผลดีเลย

การหลีกเลี่ยงธาตุคาร์ไบด์ (CARBIDE ) ที่ไม่ต้องการ
โดยปกติการเชื่อม STAINLESS จะเกิดการรวมตัวกันระหว่างธาตุคาร์บอน ทำให้เกิดโครเมียมคาร์ไบด์บริเวณแนวเชื่อม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้บริเวณดังกล่าวลดความต้านทานในการกัดกร่อนลง ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการเกิดโครเมียมคาร์ไบด์ จึงเป็นเรื่องที่ช่างเชื่อมจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบริเวณความร้อนกระทบ (HAZ)

การเกิดโครเมียมคาร์ไบด์จะเกิดขึ้นในระหว่างเวลาการ
เย็นตัวหลังการเชื่อมที่อุณหภูมิประมาณ 800 F ถึง 1600 F
ดังนั้นในการเชื่อมจึงต้องหาวิธีขจัดธาตุคาร์บอนออกไปไม่ให้
รวมกับธาตุโครเมียมเกิดเป็นโครเมียมคาร์ไบด์ ซึ่งการเชื่อม
โดยใช้วิธีการเชื่อมแบบธรรมดาไม่สามารถป้องกันปฏิกิริยาดัง
กล่าวได้

 

 

 



Otherknowledge


Webboard